การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ...สำหรับคนรักสุขภาพ

เรามีการจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวมทั้งกายและจิต โดยความร่วมมือระหว่างทีมสร้างเสริมสุขภาพ ของโรงพยาบาลพิษณุเวช และวนธารา เฮลท์ รีสอร์ท แอนด์ สปา  อันประกอบไปด้วย  แพทย์, พยาบาลวิชาชีพ, นักสุขภาพบำบัด, นักจิตวิทยา, โภชนากร, เจ้าหน้าที่สร้างเสริมสุขภาพ และทีมผู้ช่วยในการจัดกิจกรรม ซึ่งให้บริการโปรแกรมสุขภาพที่หลากหลาย  อาทิ
 
ตัวอย่าง รูปกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวม
 
1)

ตรวจสุขภาพเบื้องต้น และทดสอบสมรรถภาพทางกาย โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ

2)

บรรยาย “กินอย่างไรให้ห่างไกลโรค”
โดย พยาบาลวิชาชีพ

   
   
3)

บรรยาย “สุขภาพดีด้วยวิถีพิษณุเวช”
โดย แพทย์เฉพาะด้าน

4)

work shop โรค (Office Syndrome)โดย นักสุขภาพบำบัด

   
   
5)

work shop “นวดด้วยตนเอง”
โดย นักสุขภาพบำบัด

6)

อาบแสงอาทิตย์ด้วยใบตอง
โดย ทีมสหสาขาวิชาชีพ

   
   
7)

ออกกำลังกายด้วยยางยืด (Elastic Band)
โดย นักสุขภาพบำบัด

8)

ออกกำลังกายกับตาราง 9 ช่อง
โดย นักสุขภาพบำบัด

   
   
9)

โยคะบำบัด   โดย นักสุขภาพบำบัด 

10)

สมาธิบำบัด  โดย นักสุขภาพบำบัด 

   
   
11)

ดนตรีบำบัด  โดย นักสุขภาพบำบัด

12)

ชี่กง โดย นักสุขภาพบำบัด

   
   
13)

Aerobic โดย นักสุขภาพบำบัด

14)

ทีมงานสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวม

   
   
15)

แอโรปิคในน้ำ โดย นักสุขภาพบำบัด

 
   
 


 

1) ตรวจสุขภาพเบื้องต้น และทดสอบสมรรถภาพทางกาย
 
Q : ทำไมเราต้องตรวจสุขภาพเบื้องต้น และ ทดสอบสมรรถภาพทางกาย? 
A : การทดสอบสมรรถภาพทางกาย เป็นกระบวนการที่สามารถบ่งบอกถึงความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายอันเป็นพื้นฐานในแต่ละด้าน ซึ่งประกอบไปด้วย
    1.

วัดความดันโลหิต (Blood Pressure)

    2. วัดดัชนีมวลกาย (BMI : Body Mass Index)
    3. วัดเปอร์เซ็นต์ไขมันใต้ผิวหนัง (% Fat)
    4. วัดความจุปอด ( Lung Capacity) ผ่านเครื่อง Spiro meter
    5. วัดความอดทนของระบบหายใจและไหลเวียนเลือด
(ก้าวขึ้น-ลง 3 นาที : 3-Minute step test)
    6. วัดความยืดหยุ่นของเอ็นและกล้ามเนื้อ (การนั่งงอตัว : Sit and reach test) กลุ่มกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาด้านหลังและหลังส่วนล่าง
    7. วัดความยืดหยุ่นของเอ็นและกล้ามเนื้อ  (แตะมือด้านหลัง : Sit and reach test) กล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ หน้าอก และต้นแขน
    8. วัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ (Muscular Strength)
   
   
 
2) บรรยาย “กินอย่างไรให้ห่างไกลโรค”  พร้อมฝึกทำอาหารเพื่อสุขภาพด้วยตัวเอง
 
Q : ทำไมเราต้องรู้เรื่องการกินด้วย ในเมื่อเราก็กินมาทั้งชีวิต?
A :

บางท่านที่อ่านอาจกำลังหัวเราะอยู่ว่าฉันก็กินตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เห็นเป็นไรเลย แต่เราเคยได้ทบทวนกันบ้างหรือไม่ว่าการที่เรากินแบบนี้เราได้รับอะไรเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายบ้าง ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน , โรคไขมันในเลือดสูง , โรคความดันโลหิตสูง ,โรคเบาหวาน , โรคไต , โรคหัวใจ ฯลฯ  การบรรยายเรื่อง “กินอย่างไรให้ห่างไกลโรค” จะช่วยให้คุณไขปัญหาดังกล่าวได้ พร้อมกันนี้ท่านยังจะได้รับข้อแนะนำและเทคนิคในการควบคุมอาหาร โดย พยาบาลวิชาชีพ โภชนากร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ  นอกจากนี้ท่านจะยังได้ฝึกทำอาหารเพื่อสุขภาพด้วยตัวเอง เพื่อที่ท่านจะได้ สามารถนำกลับไปทำรับประทานเองที่บ้านอีกด้วย

   
 
 
3) บรรยาย “สุขภาพดีด้วยวิถีพิษณุเวช”
 
Q : สุขภาพดีด้วยวิถีพิษณุเวชคืออะไร ?
A :

เป็นการบรรยาย ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ โดยแพทย์เฉพาะทาง
หมายเหตุ : การจัดแพทย์ และหัวข้อบรรยายขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า

 
4) บรรยายเชิงปฏิบัติ (work shop) โรคออฟฟิตซินโดรม (Office Syndrome)
 
Q : โรคออฟฟิตซินโดรม (Office Syndrome) คือ โรคเกี่ยวกับอะไร? ถ้าเป็นแล้วจะมีแนวทางปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง?
A :

โรคออฟฟิตซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในคนวัยทำงานออฟฟิศ ที่สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานตลอดเวลา ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ และปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ อาทิ หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ ส่วนบางรายที่มีอาการของหมอนรองกระดูกเคลื่อนอยู่แล้ว หากทำงานในอิริยาบถที่ผิดจะทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น  ถ้าเป็นแล้วเราควรบำบัดและฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยตนเอง ถ้าท่านอยากรู้ว่ามีท่าบริหารอย่างไรบ้าง ไม่ต้องห่วงค่ะเราทีมนักสุขภาพบำบัด สามารถแนะนำและสอนท่าบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ถูกต้องตามหลัก วิทยาศาสตร์การกีฬา

 
5) บรรยายเชิงปฏิบัติ (work shop) “นวดด้วยตนเอง”
 
Q : นวดด้วยตนเองมีประโยชน์อย่างไรบ้าง
A :

ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนคล่อง การไหลเวียนทั่วร่างกายดีขึ้น เลือดสามารถนำออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี่ยงส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายได้อย่างทั่วถึง ระบบขับของเสีย ไม่ว่าจะเป็นทางน้ำเหลือง และหลอดเลือดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สะสมพิษตกค้างไว้มาก สุขภาพก็ดีขึ้น ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อบริเวณที่ใช้งานหนักจะเกิดการเกร็งตัว และมีสารเคมีคั่งค้างอยู่ ทำให้เลือดมาหล่อเลี่ยงไม่สะดวก เกิดอาการปวดเมื่อยตามมา การนวดช่วยให้หายปวดเมื่อย เพราะไปคล้ายกล้ามเนื้อที่เกร็งให้ผ่อนคลายลง

 
6) อาบแสงอาทิตย์ด้วยใบตอง (Color-Light-Solar Therapy)
 
Q : ทำไมต้องอาบแสงอาทิตย์ด้วยใบตอง
A :

ความเชื่อที่ว่าพระอาทิตย์สามารถช่วย บรรเทาโรคภัยไข้เจ็บได้นั้น มาจากการที่พบว่าวิตามินดีในแสงอาทิตย์มีประโยชน์ต่อระบบหัวใจ กระดูก และช่วยในเรื่องของจิตใจ

แสงอาทิตย์มีคลื่นแสงทั้งหมด 7 สี สีเขียวเป็นเพียงสีเดียวที่ใบตองสามารถกรองลงมากระทบผิวกายได้ และแสงสีเขียวจะช่วยสร้างความกระปรี้กระเปร่า แสงแดดกับคลอโรฟีลล์ในใบตองช่วยเพิ่มพลังในใบตอง ซึ่งช่วยเพิ่มพลังให้เซลล์ผิวระหว่างที่รังสีจากแสงแดดถูกกรองไว้ และเป็นการลดแรงกระทบผิวไปส่วนหนึ่ง ส่งผลให้เซลล์ตื่นตัว  

การอาบแดดจากดวงอาทิตย์มีประโยชน์ ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน D ช่วยสร้างภูมิต้านทาน ให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ดีขึ้น และทำให้กระดูกแข็งแรง แถมยังสร้างพลังให้ร่างกายไม่อ่อนแอหรือป่วยบ่อยด้วย
 
7) ออกกำลังกายด้วยแผ่นยางยืด(Elastic Band)
 
Q : การออกกำลังกายด้วยแผ่นยางยืด (Elastic Band) ดีอย่างไร
A :

แผ่นยางยืด (Elastic Band) เป็นอุปกรณ์การออกกำลังกายชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับอุปกรณ์การออกกำลังกายประเภทอื่นๆ สะดวกในการพกพา สามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ ขึ้นอยู่กับท่าทางและรูปแบบที่ใช้ออกกำลังกาย  สามารถทำได้ ในเกือบทุกสัดส่วน ไม่ว่ากล้ามเนื้ออก ไหล่ หลัง ต้นแขน ลำตัว หน้าท้อง ขาด้านหน้า ด้านหลัง ฯลฯ  ช่วยเสริมสร้างความอดทนของกล้ามเนื้อในหลายรูปแบบ ลดไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อมีความตึงตัว กระชับสัดส่วนการออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิด

การสะสมแคลเซียมไว้ในกระดูกทำให้กระดูกมีความหนาแน่น ป้องกันปัญหากระดูกบาง กระดูกพรุน ข้อติด ข้อเสื่อม และระบบโครงสร้างร่างกาย
 
8) ออกกำลังกายกับตาราง 9 ช่อง เสริมพัฒนาการสมอง
 
Q : ออกกำลังกายกับตาราง 9 ช่องดีอย่างไร แล้วเกี่ยวอะไรกับสมอง
A :

ตาราง 9 ช่อง เป็นการออกกำลังร่างกายคู่กับการออกกำลังสมอง ฝึกปฏิกิริยารับรู้  และตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว ตลอดจนการคิด การตัดสินใจ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้ความจำแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายสมองและคลายเครียดได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วย  ตารางนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย

 
9) โยคะบำบัด
 
Q : การบำบัดด้วยโยคะ ดีอย่างไร
A :

การฝึกโยคะ จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับร่างกายโดยเฉพาะการจัดระบบต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทางและเสริมส่วนที่บกพร่องให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เช่น

    1. ช่วยระบบไหลเวียนของเลือด ปรับระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ และบำบัดโรคบางชนิดได้ เช่น โรคภูมแพ้ ผิวพรรณที่ไม่โปร่งใส สมองปลอดโปร่ง มึนศีรษะง่าย
    2. ช่วยนวดอวัยวะให้แข็งแรง เช่น นวดหัวใจ มดลูก กระเพาะอาหาร ตับ ไต ฯลฯ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น
    3. ด้านกายภาพบำบัด ช่วยให้กล้ามเนื้อข้อต่อและเอ็นมีความยืดหยุ่นดีมากขึ้นการทรงตัวดี  ปรับกระดูกสันหลังให้เข้าที่ ป้องกันอาการปวดหลังและต้นคอ ปวดศีรษะและปรับรูปร่างให้สมส่วน หลังงอ ไหล่ไม่เอียง
    4.

ด้านจิตบำบัด  กระตุ้นสมองให้มีความจำดีขึ้น  ผ่อนคลายสมอง กำจัดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และเพิ่มสมาธิก่อน

การฝึกโยคะประกอบไปด้วยส่วนที่สำคัญ 3อย่างคือ การออกกำลังกายหรือการฝึกท่าโยคะ การหายใจหรือลมปราณและการทำสมาธิ  การฝึกท่าโยคะจะกระตุ้นอวัยวะและต่อมต่างๆ ในร่างกายทำงานดีขึ้น ที่สำคัญคือการหายใจเป็นแหล่งก่อให้เกิดพลังชีวิตการควบคุมการหายใจเป็น แหล่งก่อให้เกิดพลังของชีวิต การควบคุมการหายใจจึงทำให้จิตใจและสุขภาพดีขึ้น การฝึกท่าโยคะและการหายใจจึงถือเป็นพื้นฐานในการทำสมาธิ ดังนั้นหากท่านได้ฝึกทั้งสามอย่างครบถ้วน จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรงจิตใจผ่องใสและเข้มแข็ง

 
10) สมาธิบำบัด
 
Q : การผ่อนคลายความเครียดด้วยการทำสมาธิดีอย่างไร
A :

การทำสมาธิถือได้ว่าเป็นการผ่อนคลายความเครียดที่ลึกซึ้งที่สุด สมาธิทำให้จิตใจสงบนิ่ง และมีสติ หยุดความคิดที่ฟุ้งซ่าน วิตกกังวล หรืออารมณ์ด้านลบทั้งหลาย เมื่อเราทำสมาธิจะรู้สึกสบายขึ้นเพราะจะมี Hormoneชื่อ Endorphins หลั่งออกมาในขณะที่จิตใจสงบนิ่ง ฮอร์โมน Adrenaline จากต่อมหมวกไต ก็จะหยุดหลั่ง และในขณะนั้นเองเมื่อจิตสงบสมองส่วน Hypothalamus จะสั่งให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้น ภูมิต้านทานของเราก็จะสร้างเพิ่มขึ้นหลังจากถูกยับยั้งด้วยฮอร์โมนความ เครียด การทำสมาธินี้ดีมาก สำหรับคนที่กำลังบำบัดมะเร็งเพราะ เมื่อภูมิต้านทานกระเตื้องขึ้นการกำจัดcell มะเร็งก็จะเป็นไปตามที่ต้องการ

 
11) ดนตรีบำบัด
 
Q : ดนตรีบำบัดทำแล้วได้อะไร
A :

ประโยชน์ของดนตรีบำบัดมีหลายประการ เช่น ช่วยปรับสภาพจิตใจ ให้อยู่ในสภาวะสมดุล มีมุมมองในเชิงบวก ผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความวิตกกังวล กระตุ้น เสริมสร้าง และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ และความจำ กระตุ้นประสาทสัมผัส การรับรู้ เสริมสร้างสมาธิ พัฒนาทักษะสังคม พัฒนาทักษะการสื่อสารและการใช้ภาษา พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว ลดความตึงตัว ของกล้ามเนื้อ ลดอาการเจ็บปวดจากสาเหตุต่าง ๆ ปรับลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สร้างสัมพันธภาพที่ดีในการบำบัดรักษาต่าง ๆ

 
12) ชี่กงสร้างเสริมสุขภาพ รักษาโรค
 
Q : ประโยชน์จากการฝึกชี่กงมีอะไรบ้าง
A :

การฝึกชี่กงมีประโยชน์ทั้งในด้านการเสริมสุขภาพและการบำบัดโรคหลายชนิด เหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะการฝึกชี่กงนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้าง ความสมดุลของร่างกายและจิตใจ อาทิ

    1. การฝึกชี่กงเป็นการบริหารร่างกายทำให้เกิดการยืดหยุ่นของข้อต่อและเส้นเอ็น กระดูกและกล้ามเนื้อก็แข็งแรง
    2. การ ฝึกหายใจเข้าท้องพองหายใจออกออกท้องยุบในระหว่างฝึก จะช่วยให้หายใจได้ลึก ปอดได้รับออกซิเจน ขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    3. การฝึกชี่กง เป็นการทำสมาธิจึงช่วยสงบจิตใจ ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดการทำงานของหัวใจ และสร้างสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติ
    4.

ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น มีความสมดุลมากขึ้น

    5. ฮอร์โมนของร่างกายสมดุลมากขึ้น เช่น ช่วยลดฮอร์โมนของต่อมหมวกไตที่อาจมากเกินไป เป็นต้น
    6. ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานอย่างสมดุลมากขึ้นมีประโยชน์มากในผู้ที่มีความเครียดสูง
    7. ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic System) ของผู้ฝึกชี่กงสม่ำเสมอ มีการไหลเวียนเร็วขึ้น ทำให้สามารถกำจัดของเสียของร่างกายได้เร็วขึ้น ทำให้ภูมิคุ้มกันทั้งจากน้ำเหลืองและเม็ดเลือดขาวเพิ่มขีดความสามารถสูงขึ้น สามารถจำกัดได้ทั้งเชื้อโรค ไวรัสและเซลล์ที่ผิดปกติ สิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ รวมทั้งเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาการโรคภูมิแพ้มักดีขึ้น หรือหายไปถ้าฝึกชี่กงอย่างสม่ำเสมอ
    8. ลดการใช้ยาในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
 
13) Aerobic
 
Q : ออกกำลังกายแบบ Aerobic แล้วได้อะไร
A :

ขณะที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิค ร่างกายจะใช้ออกซิเจนในปริมาณสูงมาก อวัยวะต่างๆของร่างกายจะทำงานเต็มที่ จึงทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้

    1. การเผาผลาญพลังงานในร่างกายสูงถึง 12-15 เท่า ของอัตราการเผาผลาญขณะพัก (BMR)
    2. ปริมาตรทั้งหมดของเลือด (total blood volume) เพิ่มขึ้นจนมากพอที่จะนำออกซิเจนไปสู่เซลล์ทั่วร่างกาย
    3. สมรรถภาพการทำงานของปอด (lung capacity) เพิ่มขึ้น
    4.

กล้ามเนื้อหัวใจจะแข็งแรงขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อทำงานมากขึ้นและมีเลือดมาเลี้ยงมากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อ หัวใจขยายโตขึ้นและแข็งแรง ปริมาตรของเลือดที่หัวใจบีบแต่ละครั้ง (stroke volume) จึงสูงขึ้น

    5. ไขมันดีในเลือด (HDL High density lipoprotein) สูงขึ้นในขณะที่ไขมันเลว (LDL Low density lipoprotein) ลดลง จึงทำให้อัตราของไขมันดี (HDL ratio) สูงขึ้น เป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และโรคเส้นเลือดแข็ง
 
14) วารีแอโรบิค
 
Q : ออกกำลังกายแบบ วารีแอโรบิค  แล้วได้อะไร
A :

การเต้นแอโรบิกในน้ำ ร่างกายได้รับการพยุงเอาไว้ ทำให้กล้ามเนื้อไม่ต้องทำงานหนักเท่ากับการเต้นบนบก ร่างกายจึงใช้ไขมันเป็นพลังงานได้มาก ส่วนประโยชน์ของการเต้นแอโรบิกในน้ำ เช่น

    1. เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดหลักๆ ของร่างกาย(Muscle Strengthening)
    2. เพิ่มการทำงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อให้ดีขึ้น (Neuromuscular function)
    3. ฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด
    4.

ลดอาการปวดและการตึงตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle pain & Muscle tension)

 
 
Home  Health Program Accommodation Facilities  Activities Conference Kek Rafting Gallery Contact us FAQ Map
   
• Room Type
• Rates & Reservation

• Restaurant
• Massage

             
สมาคมโรงแรมไทย สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลกÊÁÒ¤Á¸ØáԨ¡Ò÷èͧà·ÕèÂǨѧËÇÑ´¾ÔɳØâÅ¡ÊÁÒ¤Á¸ØáԨ¡Ò÷èͧà·ÕèÂǨѧËÇÑ´¾ÔɳØâÅ¡ 6 Moo 9 K.M 46 Phitsanulok - Lomsak Rd. Kang Sopa, Wangthong, Phitsanulok, 65220
Resort (+6655) 293-411-4 Bangkok Office (+662) 318-8895-6